Blog

The Best Way To Get Started In Cryptocurrency, RISK-FREE

If you have heard about crypto currency but not sure where to start or scared that you would lose money, you have come to the right place! What if I tell you that you can get paid in crypto currency by just learning about it, would you be interested? If the answer is yes, please read on.

There are ways to dip your toes into the crypto currency world without a risk. To me, it’s a no-brainer and I personally think this is the best way to get start in the crypto world since you don’t have to risk anything. All you need to do is to signup with Coinbase (US user) or Binance (International user) and you can start earning your crypto currency. Once you get through the learning curve, then you can start to do more adventurous things like uniswap, liquidity mining, flash loan and etc. Make sure you carefully follow the procedure below so you won’t miss a special reward.

Step-by-step to start earning cryptocurrency, risk-free (for users located in the US or eligible countries)

1. Visit Coinbase (Signup by clicking the link to get your special signup rewards)

2. Signup and verify your identity (Follow the KYC, KNOW YOUR CUSTOMER, instructions)

3. Go to Coinbase.com/earn to start learning and collecting your first cryptocurrency!

Step-by-step to start earning cryptocurrency, risk-free (for users located outside of the US)

1. Visit Binance (Signup by clicking the link to get your special signup rewards)

2. Signup and verify your identity (Follow the KYC, KNOW YOUR CUSTOMER, instructions)

3. Go to Coinbase.com/earn to start learning and collecting your first cryptocurrency!

 

 

 

 

PS: Below are the lists of countries based on your geographic location.

List of countries eligible for Coinbase earn as of 31 Oct 2020 (Link to the Coinbase page)

Austria, Australia, Belgium, Bulgaria, Canada, Croatia, Cypress, Czech Republic, Denmark, Estonia, Finland, France, Greece, Hong Kong, Hungary, Iceland, Ireland, Italy, Japan, Latvia, Liechtenstein, Lituania, Luxembourg, Malta, The Netherlands, Norway, New Zealand, Poland, Portugal, Romania, Senegal, Singapore, South Korea, Spain, Sweden, Switzerland, Taiwan, The United Kingdom, and the United States

List of countries NOT eligible for Coinmarketcap earn as of 31 Oct 2020 (Link to the Coinmarketcap page)

Belarus, Democratic Republic of Congo, Cuba, Iraq, Iran, Mainland China, North Korea, Sudan, Syria, United States of America and its territories (American Samoa, Guam, the Northern Mariana Islands, Puerto Rico, and the U.S. Virgin Islands), Zimbabwe.

เลือก Staking Cardano (ADA) กับ pool ไหนได้ Rewards สูงที่สุด?

ตามบทความก่อนหน้านี้ที่ได้คุยถึงการ Staking (การผูกเหรียญกับระบบ หรือการที่คนถือเหรียญ ADA อยู่และอยากได้รับ Staking Rewards เป็นการแลกเปลี่ยนกับการทำให้บล๊อกเชนต์ของ Cardano ปลอดภัยขึ้น) ในบทความนี้เรามาเจาะลึกลงไปว่า ทำ staking อย่างไรถึงจะมีโอกาสที่จะได้ Rewards สูงทีสุด ซึ่งตามที่ระบบ Cardano ออกแบบมา คนที่นำเหรียญมา stake ก็น่าจะได้ ROS (Return on Stake) อยู่ประมาณ 4-6% ต่อปี ยกตัวอย่างเช่น เราเอา 100 ADA ไป stake พอระยะเวลาผ่านไป 1 ปี เราน่าจะได้กลับมาประมาณ 105 ADA โดยคร่าวๆ

ก่อนอื่นเราก็ต้องมาทำความรู้จักกับคำว่า Stake Pool Operators (หรือ เรียกสั้นๆว่า SPO) ซึ่งก็คือ คนที่อาสาเข้ามาเป็นคนตรวจสอบธุรกรรม (node validator) ที่เกิดขึ้นบน Cardano Blockchain โดยคนกลุ่มนี้ ส่วนใหญ่แล้วจะมีความรู้ความสามารถในการดูแลระบบ network ให้สามารถทำให้ออนไลน์ได้ตลอด 24/7 อีกทั้งยังจำเป็นที่จะต้องสามารถดูแลความปลอดภัยของ node นั้นๆไม่ให้ถูก Hack ได้ง่ายๆ ซึ่งในขณะนี้มี pool ที่ active อยู่ในระบบอยู่ประมาณ 1,200 Pools ทีนี้เรามาดูกันว่ามีปัจจัยอะไรบ้างที่จะมีผลต่อ Rewards เพื่อที่ว่าเพื่อนๆจะได้รู้วิธีเลือก pool ที่สามารถจะให้ staking rewards กับคนที่เข้ามา staking ได้สูงสุดนะครับ

ปัจจัยที่มีผลต่อ Cardano Staking Rewards เวลาเลือก Pool

ปัจจัยที่ 1 – Reliability (ความเสถึยรหรือแน่นอนของ node) = ยิ่งใกล้ 100% ยิ่งดี

ตัว pool ที่เข้ามาเป็นตัวตรวจสอบธุรกรรมจะถูกสุ่มโดยระบบ ซึ่งไม่มีใครรู้ว่าจะได้ทำการตรวจสอบธุรกรรมเมื่อไหร่ ฉะนั้นจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ node จะต้องออนไลน์ตลอด 24 ชม. ซึ่งจะให้ดีต้องมีการออกแบบระบบที่สามารถรองรับปัญหาต่างๆ เช่น ไฟดับ หรือ ปัญหาจากระบบเจ้าของอินเตอร์เน็ตเซอร์วิส

ปัจจัยที่ 2 – Pledge (หรือ ADA ที่เจ้าของ Pool เอาไว้รับประกัน) = ยิ่งมาก ยิ่งดี อย่างต่ำ 15,000-50,000 ADA

ตัว Pledge นี้เป็นตัวช่วยให้ระบบ Proof of Stake มีความปลอดภัยมากขึ้น อีกทั้งยังเป็นการแสดงให้เห็นถึงความจริงจังในการดำเนินงานของ pool นั้นๆ เพราะถ้าหากมีความผิดพลาด ตัว Pledge นี้จะถูกตัดออกไปก่อน

ปัจจัยที่ 3 – Saturation หรือ ความอิ่มตัว (จำนวนของ ADA ที่ pool ถืออยู่เปรียบเทียบกับจำนวน ADA อิ่มตัวที่ระบบออกแบบมา) = น้อยกว่า 211,000,000 ADA ใน pool

ปัจจุบันระบบถูกออกแบบให้มีความอิ่มตัวอยู่ที่ 211M ADA ต่อหนึ่ง pool ถ้ามีมากกว่า 211M ตัว Rewards ที่ได้จาก pool นั้นๆจะมีค่าลดลง

ปัจจัยที่ 4 – Pool costs and margin (ค่าใช้จ่ายที่ pool จะหักออกไป ก่อนที่ระบบจะจ่าย Rewards ให้กับคนที่มา stake) = ยิ่งน้อย ยิ่งดีต่อ rewards

ระบบออกแบบให้ 340 ADA เป็นค่าใช้จ่ายคงที่ของ pool ต่อ 5 วันทำการ (epoch) แต่ pool operator สามารถที่จะตั้งค่า tax margin ได้ตามต้องการ ซึ่งตัวค่าใช้จ่ายของ pool นี้จะถูกหักออกไปก่อน

ทีนี้ตัวปัจจัยทั้งสี่ข้อข้างต้นได้ถูกนำมารวมกัน เรียก Desirability และ pool ต่างๆก็จะถูกจัดลำดับเรียงตามตัวแปรนี้ใน Wallet Yoroi หรือ Daedelus ครับ

ข้อความสำคัญ ถ้าเพื่อนๆอยากได้ทางลัด ไม่ต้องเข้าไปงงเลือกใน Wallet ผมก็อยากจะขอแนะนำ pool ของเรา ticker “BULPR” โดยที่ Pool ของเราออกแบบที่มีออนไลน์ 24/7, pledge = 50,000 ADA, ยังไม่ใกล้จุดอิ่มตัว และอีกทั้งยังมีจัดโปรโมชั่นอยู่สำหรับคนที่มา stake กับ ฺBULPR โดย มีค่า 0% Tax ratio ไปจนถึงวันที่ 9 มีนาคม 2021  นี้ เพื่อนๆเตรียมรับ Rewards กันไปเต็มๆ พิมพ์ BULPR ในช่อง search ของ YOROI WALLET แล้วคลิ้ก Delegate พลาดไม่ได้นะครับ!

ถ้าเพื่อนๆสนในศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Rewards สามารถอ่านได้จาก เอกสารของ IOHK ตามลิ้งค์ที่นี่เลยครับ

Delegate-ADA-to-BULPR

อยากจะทำ Cardano (ADA) Staking โดยตรง ต้องทำอย่างไร

StakingwithBULPR

อย่างที่ทราบจากบทความที่แล้วว่าถ้าเพื่อนๆที่อยากได้รับ Staking Rewards อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วยก็ต้อง Stake โดยไม่ผ่าน Exchange ทีนี้เรามาดูกันว่าถ้าอยากจะ Staking โดยตรงจะต้องทำอย่างไรบ้าง

 

ปัจจุบัน Cardano Staking สามารถที่จะทำ Staking โดยตรง มีกระเป๋าตังค์ที่ support อยู่สองตัวก็คือ Daedelus wallet กับ Yoroi wallet ถ้าเพื่อนๆแค่อยากจะทำ Staking ไม่ได้สนในจะร่วมโหวตเสียง หรือมีส่วนร่วมในการปรับปรุงระบบอื่นๆก็อยากแนะนำให้ใช้ Yoroi ครับ เพราะเป็นตัวที่ใช้งานง่าย อีกทั้งยังโหลตได้อย่างสะดวกรวดเร็ว ไม่ต้องรอเหมือนกับ Daedelus Official Wallet

 

Step-by-step ในการทำ Staking

  1. ดาวน์โหลด กระเป๋าตังค์ Yoroi (browser extension) เป็นตัวที่ใช้ควบคู่กับเวปบราวน์เซอร์ที่เพื่อนๆถนัดนะครับ หาลิงค์ที่ปลอดภัยได้โดยคลิ้กจาก Useful Links Tab
  2. สร้างกระเป๋าตังค์ใหม่ (อย่าลืมจด parapharse ไว้ในที่ที่ปลอดภัยนะครับ)
  3. ถอน ADA จาก Exchange ไปฝากยัง Yoroi address
  4. เลือกหา Pool to Delegate เช่น BULPR (สามารถพิมพ์ใน search box ได้)
  5. Delegate กับ Pool นั้นๆ 
  6. นั่งรอ Staking Rewards!

ถ้าเพื่อนๆมีข้อสงสัย หรือติดขัดตรงไหน ติดต่อผมโดยตรงได้ที่ Line @Lukenum หรือ Twitter @Ticker_BULPR

***ตอนนี้ทาง Pool ของเราชื่อ BULPR ได้จัดโปรโมชั่น 0% Tax Ratio เพื่อให้คนที่มา Stake ตั้งแต่วันนี้ ไปจนถึงวันที่ 9 MAR 2021 ได้รับ Staking Rewards กันไปเต็มๆ ไม่มีต้องจ่าย Fee เพิ่มเลยครับ 

 

 

 

มาทำความรู้จักกับการ Staking ในโลกคริปโต

ถ้าเพื่อนๆคนอ่านเข้ามาคลุกคลีในโลกคริปโตสักพักแล้ว เพื่อนๆคงเคยได้ยินเกี่ยวกับหัวข้อ Staking กันมาบ้างแล้ว ส่วนตัวผมก็เคยงงกับไอ้คำว่า staking นี้ว่าที่แท้จริงมันคืออะไร และยังเห็นว่าหลายๆคนอาจจะยังมีความเข้าใจที่ผิดอยู่ วันนี้ก็เลยอยากมาอธิบายเพื่อไขความข้องใจกันนะครับ

Staking คืออะไร และทำไปเพื่ออะไร?

นิยามสั้นๆของคำว่า Staking ขอแปลเป็นไทยว่า การผูกเหรียญ หรือ การนำเหรียญที่มีอยู่เอาไปผูกไว้กับระบบ (Protocol ที่ใช้ Proof of Stake) เพื่อที่ว่าจะขอมีส่วนร่วมในการตรวจสอบธุรกรรมบนบล้อคเชนต์ ทีนี้ทางระบบก็จะมีการให้ Staking Rewards หรือคล้ายๆกับการให้ดอกเบี้ยกับเหรียญที่คุณได้ผูกไว้ เพื่อเป็นการตอบแทนที่คุณไปมีส่วนช่วยให้ระบบมีความปลอดภัยมากยิ่งขึ้นนั่นเอง ทีนี้แต่ละระบบก็มีข้อจำกัดต่างกันไป บาง Protocol เหรียญที่คุณผูกจะถูกล๊อคเอาไว้เป็นระยะเวลาหนึ่งๆ

ทำ Staking แล้ว ปลอดภัยไหม ต้องเสี่ยงอะไรบ้าง?

ปลอดภัย 100% ครับ ยิ่งถ้าคุณทำธุรกรรมจาก Wallet ของคุณเอง (ไม่ได้ stake ผ่าน exchange) การที่เรานำเหรียญไปผูกไว้กับระบบนี้เหรียญของคุณ (เงินต้น) จะไม่ได้ถูกย้ายออกจากกระเป๋าตังค์ของคุณเลย ส่วนที่คุณจะรับความเสี่ยงก็คือส่วนของดอกเบี้ยหรือเงินรางวัลที่คุณจะได้จาก Staking เท่านั้นครับ เช่นถ้าคุณไป Stake กับ Node ที่ไม่มีประสิทธิภาพ คนที่ทำเดินงานไม่ซื่อสัตย์ ตัวดอกเบี้ยที่น่าจะได้ก็อาจถูกตัดทอนลดลง (slashing) ซึ่งผมจะเจาะลึกลงไปในการเลือก validator node ในโพสต่อๆไปนะครับ

ทำ Staking ผ่าน Exchange กับ Staking จากกระเป๋าตังค์ส่วนตัว มีข้อดี ข้อเสีย ต่างกันยังไง?

การทำ Staking ผ่าน Exchange ก็เหมือนกับคุณนำเงินไปฝากธนาคาร และธนาคารก็ให้ดอกเบี้ยคุณมานะครับ ธนาคารก็ต้องคิดค่าใช้จ่ายในการทำธุรกรรมต่างๆ ดอกเบี้ยที่ได้เพิ่มขึ้นก็อาจจะไม่ได้เต็มเม็ดเต็มหน่วย ข้อดีก็คือ ความสะดวกสบาย และการที่คุณสามารถที่จะขายเหรียญออกไปได้โดยไม่ต้องย้ายจากกระเป๋าตังค์ส่วนตัวไปที่ Exchange อีกทั้งตัว Exchange ก็อาจจะยกเว้นการล๊อคเหรียญในบางกรณีทำให้ความคล่องตัวของเหรียญมีสูงกว่า ส่วนข้อเสียหลักๆนอกจากคุณจะไม่ได้รับดอกเบี้ยเต็มแล้ว คุณก็อาจจะต้องรอรางวัลที่ได้นานกว่าปกติ

 

รางวัล หรือ Staking Rewards น่าจะได้เท่าไหร่

ตัวรางวัลที่ได้จะเปลี่ยนไปตามตัวแปรหลายๆตัวครับ เช่น ระบบไหน (Protocol), ผูกตรงหรือผูกผ่านนายหน้า (staking directly or through exchange) เป็นต้น ซึ่งแต่ละระบบจะให้ไม่เท่ากัน นายหน้าแต่ละเจ้าก็จะเก็บค่าธรรมเนียมไม่เท่ากัน ตัวอย่างเช่น สำหรับคนที่ผูกเหรียญ ADA ตรงกับทางระบบ Cardano ก็ประเมินว่าจะได้รับดอกเบี้ยประมาณ 4-6% ต่อปีครับ ซึ่งจำนวนที่ได้จริงอาจจะแตกต่างกับตัวเลขที่เห็นอยู่พอสมควร เพราะยังมีตัวแปรอื่นๆเข้ามาเกี่ยวข้องอีกมาก คงต้องยกไปคุยกันโพสหน้าครับ

ทางเลือกสำหรับคนอยากลงทุนระยะยาว (3-5 ปี)

ส่วนตัวผมมาเริ่มลงทุนใน Blockchain เทคโนโลยีหลังจากที่ได้เริ่มเรียนรู้จริงจังตั้งแต่ปลายปีที่แล้วว่า บิทคอยน์และ Blockchain Technology คืออะไร (สรุปสั้นๆก็คือเราสามารถส่งเงินดิจิตอล Peer to Peer ได้โดยที่ไม่จำเป็นต้องมีตัวกลางอย่างธนาคาร หรือ Central Authorities อื่นๆ โดยใช้เครือข่ายเป็นตัว proof transaction) ยิ่งศึกษาเพิ่มขึ้นก็ยิ่งรู้สึกว่าตัว Blockchain นี้คือ The Future เพราะ Digital Currency เป็นสิ่งที่เราสัมผัสแล้ว เพื่อนๆก็คงเห็นด้วยว่าบางวันเราไม่เห็นจะต้องใช้เงินสดเลย เงินที่เราหาได้ก็เป็นแค่ตัวเลขที่อยู่ในธนาคาร (เงินดิจิตอล) ถ้าเกิด Blockchain เข้ามาเปลี่ยนระบบที่เราใช้อยู่ได้ คุณค่าของมันก็น่าจะมีอย่างน้อยที่สุดเท่ากับเสดเสี้ยวของคุณค่าที่ธนาคาร หรือสถาบันการเงินต่างๆมีค่าอยู่ในปัจจุบัน ซึ่งคาดว่าจะมีค่าเป็นหมื่นๆล้านเหรียญครับ

ทีนี้พอผมเริ่มเข้าใจ concept แล้วก็เลยเจาะลึกลงไปอีกว่าคุณค่าของคริปโตตัวอื่นๆที่แท้จริงแล้วยังมีอะไรอีก พอผมนำข้อมูลที่ได้มาเปรียบเทียบกับบิทคอยน์ ปรากฏว่าหลายสิ่งหลายอย่างบอกให้ผมตัดสินใจลงทุนกับ Cardano ครับ ยิ่งพอผมทราบประวัติ ทั้งความรู้ และ ความสามารถของคนก่อตั้งตัว Cardano นี้แล้ว (Charles Hoskinson เค้าเป็นหนึ่งใน Ethereum Co-founders) ก็ยิ่งอดไม่ได้ที่จะคิดว่าตัวคริปโตนี้คงมีโอกาสที่จะเป็นตัวสำคัญในการผลักดันให้คริปโตเข้ามาเปลี่ยนแปลงโลกเราในอนาคตได้เร็วยิ่งขึ้น

เหตุผลหลักๆที่ผมหาได้มา ซึ่งได้ช่วยให้ผมตัดสินใจในการลงทุนกับ Cardano ก็คือ

  1. Cardano เข้ามาแก้ปัญหาที่ Bitcoin กับ Ethereum ยังแก้ไม่ได้ – เพื่อนๆคนไหนที่พอรู้ หรือได้ยินเกี๋ยวกับ bitcoin มาบ้างแล้วก็น่าจะทราบว่าตัวบิทคอยน์ หรือ แม้แต่ Ethereum นั้นก็ยังมีข้อจำกัดอยู่หลายๆอย่าง เช่น Bitcoin จะมีข้อจำกัดด้านความเร็วของ transaction หรือ Ethereum ที่เจอกับปัญหา scalability หรือข้อจำกัดด้านการขยายตัวของ network ที่ไม่สามารถรองรับกับความต้องการของผู้ใช้ ทั้งนี้ Cardano ยังสามารถที่จะสื่อสารข้าม blockchain network (interoperability) อีกทั้งยังถูกออกแบบมาให้เป็น cryptocurrency ที่สามารถที่จะถูกบริหารจากระบบกระจายตัวอย่างแท้จริง (decentralization) ซึ่งอำนาจการตัดสินใจต่างๆ จะไม่ตกอยู่กับแค่กลุ่มคนเล็กๆ อีกทั้งได้นำ proof of stake มาใช้จึงไม่จำเป็นที่จะต้องให้ miner มาขุดให้เปลืองทรัพยากรอย่างบิทคอยน์
  2. Cardano ราคาปัจจุบัน ได้ตกลงมาจากตอน 2017 (ยอดดอย) แล้วกว่า 90% พอผมมาดูปัจจัยราคาแล้ว ผมก็รู้สึกดีใจมากเลยว่าราคาเหรียญนี้ลงมาแล้วเยอะมาก ผมคิดว่าการเข้าซื้อที่ราคาตอนนี้ จะมีความเสี่ยงที่ต่ำกว่าตอน 2017 อย่างมาก (Imbalanced Risk/Rewards) ส่วนตัวรู้ครับว่าลงแล้วอาจจะลงไปได้อีก แต่พอดูกราฟแล้วก็ค่อนข้างมั่นใจว่าถ้าเราซื้อถัวระยะยาวก็คงไม่เสี่ยงมากมาย อีกทั้งราคาก็ได้ดีดตัวขึ้นมากว่า 400% จากจุดต่ำสุดเมื่อเจ็ดเดือนที่แล้ว
  3. การดำเนินงานของโปรเจค มีแผนที่จะก้าวไปข้างหน้าอย่างต่อเนื่อง – พอศึกษาปัจจัยที่อาจส่งผลกับราคาของเหรียญแล้วก็ปรากฏว่ามีแต่จะมีปัจจัยบวกเรียงหน้ากันเข้ามาทั้งในอนาคตอันใกล้ และไกล…เช่นการให้ Stake ที่ให้ผู้ถือเหรียญได้ดอกเบี้ยทุกๆเดือน (หรือเทียบเท่ากับการฝากประจำกับธนาคารในภาษาไทย), การใช้โปรแกรมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้งาน, การออกเหรียญ stable coin และอื่นๆ
  4. Cardano อาจจะเป็นคำตอบของปัญหาคอร์รัปชั่นที่ไทยเผชิญอยู่ (Reference) ซึ่งนำจุดเด่นในเทคโนโลยี blockchain มาเป็นตัวแก้ปัญหาต่างๆให้ตรงจุดเช่น
    • ด้านการจัดซื้อ หรือ การประมูลงานหลวง – Cardano (blockchain) จะนำความโปร่งใสไปสู่การจัดการเพราะทุก transaction สามารถตรวจสอบได้ และยังป้องกันการแก้ไขข้อมูลเพื่อนำผลประโยชน์เข้าตัว หรือคนกลุ่มเล็ก
    • ด้านการจัดสรรที่ดิน – คล้ายกับข้อข้างต้น เพราะทุกอย่างที่ทำธุรกรรมบน blockchain มีความโปร่งใส และข้อมูลไม่สามารถถูกแก้ไขโดยคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ซึ่งประเทศสวีเดนได้นำระบบนี้ไปใช้ในการจัดสรรบ้านพักสวัสดิการที่ให้กับประชาชนอย่างเป็นธรรม
    • ด้านการเลือกตั้ง – ระบบการเลือกตั้งบน blockchain จะสามารถลดการโกงคะแนนเสียงและอำนวยความสะดวกเพื่อให้คนมาใช้เสียงมากขึ้น ตัวอย่างเช่น คนที่ต้องเดินทางไปที่คูหาเลือกตั้งก็สามารถที่จะทำการโหวตผ่านมือถือได้
    • ด้านการป้องกันการฟอกเงินของบริษัทที่ตั้งไว้บังหน้า – หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะสามารถตรวจสอบความถูกต้องได้โปร่งใสมากขึ้น ถ้าจัดสรรข้อมูลของผู้ที่มีผลประโยชน์จากบริษัทนั้นๆบน blockchain
    • ด้านการเบิกจ่ายเงินกองทุนช่วยเหลือให้แก่ประชาชน – เพราะการทำธุรกรรมต่างๆ บน blockchain ปลอมแปลงไม่ได้ อีกทั้งสามารถตรวจสอบได้ทุกขั้นตอน การจ่ายเงินก็จะไปถึงคนที่ต้องการเงินช่วยเหลือตามเป้าหมายจริง และยังไม่จำกัดด้วยว่าคนนั้นต้องมีบัญชีธนาคาร เพราะ blockchain สามารถใช้ได้ผ่าน smart phone และ cellular network ได้ด้วย

 

ส่วนตัวได้มีความมั่นใจกับข้อมูลที่ได้รับมาอย่างมาก ยิ่งพอได้รับรู้ประโยชน์ (use cases) และความสามารถของมัน (potential) แล้วก็อยากที่จะสนับสนุนอย่างจริงจัง นอกจากกำไรที่หวังไว้จากการลงทุน ผลพลอยได้ก็คงเพื่อที่ว่าจะได้ให้โลกใบนี้น่าอยู่ขึ้นอีกสักนิดครับ

สุดท้ายนี้

ถ้าเพื่อนๆสนใจข้อมูลเพิ่มเติม เชิญเข้าไปอ่านได้จากที่เพจนะครับ https://www.facebook.com/CardanoTH
ถ้าชอบข้อมูล ก็ช่วยกดไลค์กับแชร์นะครับ ผมจะคอยเข้าไปอัพเดทข่าวคราวเกี่ยวกับ คริปโต และ Cardano ให้เพื่อนๆที่สนใจครับ
ถ้าเพื่อนๆ ถือ ADA อยู่แล้ว ก็ขอเชิญเข้ามา Stake กับ pool ชื่อ BULPR นะครับ ถือว่าเป็นการสนับสนุนคนไทยที่ช่วยผลักดันคริปโตให้เปลี่ยนโลกไปในทางที่ดีขึ้น